มาดู ต้นตระกูล “Rothschild” ผู้มั่งคั่ง นายทุน ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สำคัญๆ ต่างๆของโลก

Rothschild ประวัติ โดยย่อ ตระกูลผู้มั่งคั่งมีเงินทุนมากที่สุด ร่ำรวยที่สุดในโลก  คุมการเงินของโลก The House of Rothschild ราชานายทุนอันดับต้นๆ ของโลก และมั่งคั่งจนถึงทุกวันนี้

 

The Rothschild Family หรือ The House of Rothschild เทียบได้สมัยนี้เท่ากับ โซรอส นั่นแหละ..
ต้นตระกูลของเขาคือ นาย Mayer Amschel Rothschild เห็นชื่อต้นว่า Mayer** ก็ไม่ต้องเดานะ เพราะว่า นี่คือ”ยิว”แท้ๆ
แต่เขาเกิดในแฟรงค์เฟิร์ต เยอรมัน (1743-1812) พอโตขึ้น เขาก็เข้าทำงานที่ Hanover Bank ที่เจ้าของคือตระกูล Oppenheimers อันเป็นจ๊อบแรก จากนั้นก็ลาออกไปบริหารธุรกิจของครอบครัว เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของผู้บิดา
(**Mayer สืบเนื่องต่อจากกระทู้ที่แล้ว..ถึงที่มาของชื่อนี้ที่ได้กลายมาเป็นอัปมงคลสำหรับชาวเยอรมันในยุคต่อต้านยิว..ตามที่เกอริงได้ประกาศเอาไว้..)
Mayer Amschel Rothschild

 

ในช่วงที่เขาได้ทำงานธนาคารนั้น เขาได้เก็บเกี่ยวความรู้ในเรื่องเงินสกุลต่างๆรวมทั้งสะสมเหรียญกษาปณ์ที่หายาก
ซึ่งทำรายได้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนให้เขาอย่างมากมาย จนในปี 1769 เขาได้รับการไว้เนื้อเชื่อใจจากพระราชวงค์ต่างๆทั่วยุโรป
รวมทั้งพระเจ้า George ที่สองของอังกฤษ ให้เป็นตัวแทนในการดำเนินการซื้อขายแลกเปลี่ยน
ซึ่งในที่สุดต่อมาเขาได้ขยายกิจการไปยังสาขาอื่นๆ เช่น ลงทุนซื้อไร่ไวน์ชั้นเลิศในฝรั่งเศส, การนำเข้า-ออกของสินค้าจากอังกฤษ
และจากนั้นไม่นาน รอธส์ไชลด์ ก็เริ่มรู้ว่าเดินมาถูกทางในการที่ก้าวขึ้นไปสู่
บัลลังค์เงินตรา
โดยการนำเงินกู้ให้กับกษัตริย์ในประเทศต่างๆ เช่นเจ้าชาย วิลเฮล์ม แห่ง เฮสส์ (เยอรมัน) ในปี 1804 (ให้กู้ในนามของรัฐบาล)
เพื่อนำมาหมุนเวียนภายในประเทศ
ในปี 1806 นโปเลียนยาตราทัพเข้าตีเยอรมัน
เจ้าชายวิลเฮล์มต้องหนีไปอยู่ที่เดนมาร์คอย่างกระทันหัน ทิ้งทรัพย์สินเงินทองให้อยู่ในความดูแลของ Mayer Rothschild ซึ่งไม่ต่างอะไรกับอ้อยเข้าปากช้าง
เพราะ หลักฐานรายการทรัพย์สินต่างๆได้ถูกทำลายทิ้งไป แต่ที่รู้ๆก็มีว่านาย Buderus von Carlhausen รัฐมนตรีคลังของเยอรมัน และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ต้องจ่ายเงินจำนวน หกแสนปอนด์ให้กับนโปเลียนเพื่อไม่ให้มายุ่งกับเงินในส่วนอื่นๆของประเทศ
และนาย คาลเฮาซัน รีบส่งตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศให้กับนาย ร็อธส์ไชลด์ ทันที
นโปเลียนได้ออกคำสั่งว่า รายได้อันจะพึงมีจากเงินกู้กรือดอกเบี้ยใดๆก็จากในบัญชีของเจ้าชายวิลเฮล์ม ต้องส่งเข้าคลังของฝรั่งเศส
และ..ถ้าในตามเก็บหนี้ที่สูญไปมาได้ จะให้ค่านายหน้า 25% (เห็นแม๊ะ..นโปเลียนก็เล่นเป็น)
แต่..นายร็อธไชลด์ ได้แต่คิดในใจว่า..ฝันไปเหอะ นโปเลียนเอ๋ย..!!

จังหวะแรกของการร่ำซ้ำรวยซ้อนของร็อธส์ไชลด์ ได้แก่การฉวยโอกาสที่สงคราม วอเตอร์ลู
ซึ่งในครั้งแรก นโปเลียนมีชัยชนะ..ใครๆก็เชื่อว่าอย่างนั้น
แต่ Sir Nathan Rothschild (ลูกชายนาย Mayer) นายธนาคารใหญ่แห่งประเทศอังกฤษ อุตส่าห์ส่งคน (นาย Rothworth)ไปเฝ้าสังเกตการศึกครั้งนี้ด้วยตัวเอง
พอเริ่มเห็นว่า นโปเลียนพ่ายทัพครั้งนี้จริงๆซะแล้ว..จึงรีบขี่ม้าไปยังกรุงบรัสเซลส์ และ ออสเทนด์ ยอมจ่ายค่าเรือข้ามช่องแคบมายังอังกฤษแบบเร่งด่วนด้วยราคา 2000 ฟรังค์
เพื่อมาบอกข่าวแก่เจ้านาย
เซอร์ นาธาน รับทราบข่าวในวันที่ 20 มิถุนายน เขาได้พยายามบอกแก่ใครต่อใครว่า นโปเลียนพ่ายทัพ แต่ไม่มีใครเชื่อ ต่างพากันหัวเราะเยาะเฮฮา
ซึ่งเข้าทางของนายนาธาน เขาเอาสต๊อคของเขาออกมาเทขายทิ้งแบบไม่มีราคาค่างวด ใครต่อใครจึงเทขายตาม..
และ..คงไม่ต้องเดานะ ว่า เขาได้สั่งให้พรรคพวกไปแอบช้อนซื้อมาเก็บไว้ทั้งหมด..ในราคาที่ถูกแสนถูก

 

Sir Nathan Rothschild

  Sir Nathan Rothschild

 

 

และในวันที่ 21 มิถุนายน..ท่านผู้บัญชาการ Henry Percy ได้กลับมาจากทัพ เข้าสู่กลาโหมเพื่อที่จะประกาศว่า
สงครามครั้งนี้ นโปเลียนได้พ่ายแพ้อย่างหมดรูป
เพียงเท่านั้นเอง..นายนาธาน ร็อธส์ไชลด์ ก็ได้คุมเศรษฐกิจของอังกฤษไว้ทั้งหมด เขาสามารถสั่งให้รัฐบาลทำใบอนุญาตการธนาคารให้แก่เขาในนามว่า Bank of England
ซึ่งอำนาจทั้งหมดในการบริหารขึ้นอยู่กับเขาแต่ผู้เดียว
เป็นอันว่า..การพ่ายทัพของนโปเลียน ได้สร้างความมั่งคั่งอันดับหนึ่งในยุโรปให้กับตระกูลยิวร็อธส์ไชลด์ เพียงชั่วข้ามคืน !!

ในปี 1817 ฝรั่งเศสเริ่มกู้เศรษฐกิจของประเทศกลับคืนมาได้ พวกร็อธส์ไชลด์เห็นเป็นโอกาสอันดี จึงถล่มซื้อพันธบัตรฝรั่งเศสด้วยจำนวนมหาศาลในปี 1818
เพื่อเป็นการเก็งกำไร เพียงปีเดียว พวกเขาก็ได้ครอบครองเศรษฐกิจของฝรั่งเศสอย่างมั่นคง
ไม่ใช่แค่อังกฤษและฝรั่งเศสที่กล่าวมาแค่นั้น..มันกระจายไปทั่วยุโรป ดังนี้
Nathan Rothschild และ ลูกชาย คุม การธนาคาร ใน อังกฤษ เยอรมัน เขาคนนี้เคยพูดไว้ว่า..
“ใครจะมานั่งบัลลังค์อังกฤษนี่ ไม่สำคัญสำหรับผมหรอก คนที่คุมคลังเท่านั้น คือผู้กุมอำนาจอย่างแท้จริง”
ลูกชาย Salomon Rothschild ได้ยกให้เป็น ท่านบารอน ในอาณาจักรแห่งออสเตรีย และคุมการคลังในออสเตรีย เขาคนนี้เป็นคนที่ประกาศเช่นกันว่า
“ใครจะร่างกฏหมายอย่างไรก็ช่างมัน ขอแต่ให้ข้าคุมถุงเงินก็พอ”
นอกนั้นยังมีคนในตะกูลอื่นๆอีก ที่เข้ามาควบคุมตำแหน่งสำคัญทางการเงินในเมืองสำคัญๆแทบทั้งหมด เช่น
Karl Mayer Rothschild คุมธนาคารที่เนเปิล อิตาลี
James Mayer Rothschild คุมธนาคารที่ปารีส ฝรั่งเศส
ตระกูลร็อธส์ไชลด์ ได้มีทรัพย์สินในยามนั้น ประมาณกว่า สามร้อยล้าน ดอลล่าร์

เมื่อมีเงินมาขนาดนั้น พวกเขาก็คิดทำงานใหญ่ นั่นคือ ออกเงินกู้ให้อังกฤษซื้อสัมปทานคลองซูเอซ,สร้างทางรถไฟ,
สนับสนุนอุตสาหกรรมถลุงเหล็ก
สนับสนุนโครงการเจาะน้ำมันในรัสเซียและในทะเลทรายซาฮาร่า, ทำเหมืองเพชร,
ให้ทุนฝรั่งเศสในการเข้าไปบุกรุกยึดครองอาฟริกา,
สนับสนุนโครงการสัมปทานน้ำมันให้กับตระกูล Rockyfeller(ยิวอเมริกัน), ให้เงินกู้สถานะสภาพคล่องให้กับสำนักวาติกัน, และ ให้เงินกู้กับราชวงค์ฮัฟบวร์ก

ดังนั้น..ในยุคของ 1820 เป็นต้นมา..คือยุคทองของ Rothschild อย่างแท้จริง..จนมีคำกล่าวว่า.. “only one power in Europe, and that is Rothschild.”
ในปี 1913 ทรัพย์สินของพวกเขามีถึงกว่าสองพันล้านดอลล่าร์

ต่อมาความจริงจากสายสืบของอเมริกาและอังกฤษก็ได้หลักฐานว่า….สงครามที่รบๆกันอยู่ในอเมริกาก็ดี ทั้ง James Madison, Thomas Jefferson, และ James Monroe
ล้วนแต่ได้รับทุนสนับสนุนจากร็อธส์ไชล์ด ทั้งนั้น ยิ่งค้นยิ่งเจอ นั่นคือ แม้กระทั่งนโปเลียนเอง ก็ได้รับการสนับสนุนจากร็อธส์ไชลด์ สาขาฝรั่งเศส
ส่วน..อังกฤษ ก็ได้รับทุนจากสาขาร็อธส์ไชลด์ สายอังกฤษเช่นกัน เอาเป็นว่า ไม่ว่าใครรบกันที่ไหน กู้เงินจากยิวตระกูลนี้ทั้งนั้น
ในอังกฤษ..ที่ทำการของร็อธส์ไชล์ดนั้น ตั้งอยู่ในกลางใจกรุงลอนดอน อันเป็นที่เรียกกันว่า “The City” หรือ “Square Mile”
อันเป็นที่ตั้งของธนาคารและบริษัทยักษ์ใหญ่สารพัด เนื้อที่ประมาณว่า 677 เอเคอร์ อันนับว่าเป็นพื้นที่ที่มีราคาแพงที่สุดในโลก
อีกทั้ง..ได้รับสิทธิพิเศษในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีของตัวเองได้ทุกปี (ตั้งแต่ปี 1215 โดยพระเจ้า จอห์น) และยึดถือปฏิบัติมาจนทุกวันนี้
ในเนื้อที่ของ The City นี้..เป็นเอกเทศจริงๆ เพราะได้รับเอกสิทธิจากการเป็นที่ดินส่วนตัว และจากการให้เงินค้ำจุนประเทศ จึงไม่ต้องขึ้นตรงต่อพระเจ้าแผ่นดิน
หรือสภาอังกฤษ..พวกเขาปกครองกันเอง โดยคณะกรรมาธิการ 12-14 คน ขึ้นตรงกับ ลอร์ดแมย์ แต่ผู้เดียว
อันเป็นที่มาของการคุมเศรษฐกิจค่อนโลกของคนเพียงตระกูลเดียว..

 

 

-ข้อมูลจากเว็บไซด์ bloggang ประวัติการเงินเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลก

 

กล่าวว่า พวกเค้า ยืนอยู่บนยอดพีระมิด ไม่ลงมาเล่นกับใครหรอก และมีเครือข่าย Illuminati มีทรัพย์สินมากกว่า 6 ล้านๆ ดอลล่า

Rothschild family
– ต้นกำเนิดจากยิว (Ashkenazi Jew) ชาวเยอรมัน Mayer Amschel Rothschild (รุ่นก่อตั้ง Illuminati) ส่งลูกๆ ไปทำธุรกิจใน (และเพื่อครอบครอง?) 5 ประเทศ หนึ่งในนั้นคือ NMR ซึ่งไปตั้งแบงค์ในอังกฤษตั้งแต่อายุ 21 (1798) ละหลังจากที่ Sir Francis Baring และ Abraham Goldsmid ตายปี 1810 เขาก็เป็นธนาคารใหญ่สุดในอังกฤษ
– ตั้งแต่รุ่นพ่อเขา พวกนี้ก็เริ่มจับทางได้ว่าปล่อยกู้ใครก็ไม่กำไรดีเท่าปล่อยกู้รัฐบาล และราชวงค์เพราะยังไงก็ไม่เบี้ยว มีภาษีค้ำประกัน
– ตระกูล Rothschild จะไม่ยอมให้สายเลือดแปดเปื้อน โดยผู้ชายต้องแต่งงานกับในเครือญาติตัวเอง  (เดา หรือต้องเป็นยิวเหมือนก็พอมั้ง ไม่งั้นลูกชายเป็นเอ๋อกันหมดพอดี) ส่วนลูกสาวจะแต่งกับใครก็ได้ เพราะเขาถือว่าเด็กที่ออกมาจากท้องยิว คือยิว แต่คนที่จะคุมกิจการได้ต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น
– ตระกูล elite อื่นๆ ที่จะแต่งด้วยก็เช่น Rockefeller, Warburg, Morgan ฯลฯ แต่คนนามสกุลเดียวกันกับพวกนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นพวกเขาทั้งหมดหรอกนะ
– มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดตระกูลนี้ขณะนี้ ไม่มีใครทราบได้ แต่น่าจะเดิน 6 ล้าน ล้าน ดอลล่าไปแล้ว (เกินครึ่งหนึ่งของ GDP ทั้งโลก) และสาเหตุที่พวกเขาไม่ติดอันดับใน Forbes มีเวบบอร์ดหนึ่งกล่าวไว้ว่า คนกลุ่มนี้เป็นพวก Ooga Boga (เจอหนังชื่อนี้ด้วย ไม่รู้เกี่ยวรึเปล่า เหมือนจะเป็นการ์ตูน) พวก Ooga Boga ชอบคอยคุมชะตาชีวิตคนอื่นอยู่ในเงามืด พวกนี้อยู่บนยอดพีระมิด ไม่ลงมาแข่งอะไรกับใครหรอก

 

เรื่องทุนนิยม ศึกษาบ้างก็ดีน่ะค่ะ เพราะอย่างน้อยเราก็อยู่กับโลกความจริง ทุนนิยม ถ้าเรารู้จักเก็บรู้จักออม รู้จักใช้เงินให้เป็นประโยชน์ (ใช้ในทางที่ดี) โลกเราจะน่าอยู่ และทำให้เศรษฐกิจพัฒนาประเทศของเราให้ดี ผู้มีอำนาจทางการเงินถ้าอยู่ในมือคนที่ดีก็จะดี ต่อโลก มีอยู่ครั้่งหนึ่ง ที่เศรษฐกิจอเมริกาไม่ดี มีอยู่คนหนึ่งเสนอวิธีแก้ไข คือ “การทุบสะพานแล้วสร้างใหม่” นั้นก็คือ การทำลาย และเข้าไปพื้นฟู พื้นที่ต่างๆ เราก็ได้เห็นแล้วว่า สงครามนำมาซึ่งทำลาย จากนั้นโลกเราก็สร้างขึ้นมาใหม่ เปรียบได้กับการ ทุบสะพานแล้วสร้างใหม่ และต้องอาศัยทุนนิยม กลุ่มทุน Rothschild Family ก็เป็นหนึ่งในนั้น และกลุ่มทุนต่างๆ ร่วมกันสร้างและ แน่นอน พวกเค้าก็ต้องการ ผลประโยชน์ ด้วยกันทั้งนั้น โลกเราก็เป็นไปแบบนี้เรื่อยๆ ไม่รู้จบรู้สิ้น วันเป็นของมันแบบนี้ล่ะ

 

ที่มา คัดมาจากบางตอนของ ฮิตเลอร์

แสดงความคิดเห็น (Comments)

comments

About admin